Happy Apple

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วิธีเก่งภาษาอังกฤษโดยธรรมชาติ

“Knowledge is power.”Sir Francis Bacon

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่จำเป็นมากๆเลยนะ ครับสำหรับคนที่ต้องการความก้าวหน้าในชีวิต ต้องการงานดีๆในบริษัทดีๆ ใช้สำหรับติดต่อกับชาวต่างชาติได้เกือบครึ่งโลก และความรู้ทั้งหลายในโลก 90% เป็นภาษาอังกฤษนะครับ และความรู้ทั้งหลายก็กองอยู่บนอินเตอร์เน็ตให้เราอ่านเป็นล้านๆชาติก็ไม่หมด  แล้วภาษาอังกฤษมันก็ใช้หาเงินได้ดีด้วย เช่น ใช้ในการติวหนังสือ หรือเป็นไกด์ทัวร์(อาชีพในฝัน ของหลายๆคน) ผมเองเป็นคนที่เกลียดเรื่องวิชาการที่อยู่ในหนังสือเรียoมากๆ แต่นอกจากนั้น ผมอ่านหมดทั้งวิชาการและไม่วิชาการ เรื่องต่างๆที่ผมเอามาเขียนในเว็บนี้ส่วนมากก็จะเอามาจากเว็บต่าง ประเทศ เวลาผมอยากรู้อะไรก็จะหาเป็นภาษาอังกฤษ เข้าไปอ่านในเว็บบอร์ดฝรั่ง เพราะมันมีคนเขียนถึงมากกว่า ยิ่งคนเขียนถึงมาก เรายิ่งได้ข้อมูลมากขึ้น แต่ผมว่าหลายๆคนคงเกลียดการเรียนภาษาอังกฤษเข้าใส้เลยทีเดียว แต่ลองทำตามผม ดู รับรองว่าไม่นานจะฟังพูดอ่านเขียนภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นมากๆ ทั้งๆที่ไม่ได้อ่านหนังสือแกรมม่าหรือท่องศัพท์เลย และผมเชื่อว่าวิธีนี้ได้ผล เพราะเพื่อนๆของผมเองที่ทำตามวิธีข้างล่างโดยไม่รู้ตัว ก็ได้ A วิชาภาษาอังกฤษมาอย่างง่ายดายเหมือนกัน
 1.เปลี่ยนทัศนคติ
ทัศนคติเป็นสิ่งสำคัญ ที่สุดสำหรับ “ทุกๆเรื่องในชีวิต” นะครับ ถ้าสมมติว่าคุณว่ายน้ำไม่เป็น แล้วมีคนบอกคุณว่าน้ำบ่อนี้ลึกมาก และผลักคุณลงไป และคุณยังยึดคติที่ว่าน้ำลึก คุณก็อาจพยายามว่าน้ำจนจมน้ำไป ทั้งๆที่ไม่ลองหยั่งดูเลยว่าน้ำมันลึกจริงๆหรือเปล่า สำหรับเรื่องการเรียน ภาษาก็เหมือนกันครับ หลายๆคนแค่เห็นตัวอักษรก็เมินหน้าหนีแล้ว ไม่คิดจะอ่านมันหรอก แม้ว่าคำนั้นอาจจะเขียนว่า Don’t! หรือ Watch Out! ก็ตาม เชื่อผมเถอะครับ ถ้าคุณได้อ่านบทความนี้แสดงว่าคุณเองก็อยากจะเก่งภาษาอังกฤษเหมือนกัน ขั้นแรกที่คุณ ต้องทำเลยก็คือ ปลดปล่อยอคติ และมีทัศนคติที่ดีกับภาษาอังกฤษ วิธีที่ผมใช้ในการสร้างแรงบันดาลใจในทำอะไรบางอย่างที่ผมรู้สึกว่าผมไม่อยาก ทำ นั่นก็คือหาสมุดเล่มหนึ่ง และเขียนลงไปถึงสิ่งดีๆที่จะเกิดขึ้นหลังจากคุณทำสิ่งๆนี้แล้ว แล้วก็เปิดอ่านบ่อยๆ หรือ ติดไว้ที่ประตู

2.เริ่มจากฟังเพลง
“ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก” คำกลอนนี้บ่งบอกถึงธรรมชาติของมนุษย์ได้อย่างดีทีเดียว มีใครที่ไหนบ้างที่ไม่ชอบดนตรี? การฟังเพลงภาษาอังกฤษในที่นี้ไม่ได้หมายถึง จะให้คุณเข้าใจทุกๆคำ เพราะมันแทบจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ผมเชื่อว่าทุกๆคนคงจะเคยได้ยินเพลงๆ หนึ่ง ตั้งหลายครั้งโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่พอนึกดูดีๆ ดันไม่รู้เลยว่าเพลงมันพูดถึงอะไรกันแน่ เพลงภาษาอังกฤษก็เหมือนกันครับ เราไม่ได้ฟังเพื่อเนื้อหาขนาดนั้น แต่ที่ผมบอกว่าให้ฟังเพลงภาษาอังกฤษนั้นมันมีเหตุผลครับ เหตุผลนั้นคือ จิตวิทยาเรื่องความเชื่อมโยง ซึ่งถูกนำมาใช้กันแพร่หลายในวงการธุรกิจ นั่นก็คือ การโฆษณาโดยใช้ดารานางแบบนั่นเอง อธิบายได้ว่า เวลาเราสัมผัสอะไรที่เราชอบที่อยู่คู่กับอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้จัก สิ่งที่เราชอบนั้นมันจะทำให้ของอีกสิ่งนั้นดูดีขึ้นมาพร้อมกัน นั่นเป็น เหตุผลที่ว่าทำไมทุกคนรู้จักก๊อกน้ำซัลวา หรือ อินเตอร์เน็ต 3BB และการที่เราฟังเพลงภาษาอังกฤษมันก็ให้ผลแบบเดียวกันครับ คือ เพลงภาษาอังกฤษที่ไพเราะจtทำให้เราค่อยๆรู้สึกดีขึ้นกับภาษาอังกฤษ และทำให้เราซึมซับภาษาอังกฤษไปโดยไม่รู้ตัว ส่วนใครๆที่มีอคติกับเพลงภาษา อังกฤษ ผมแนะนำว่า ให้แทรกเพลงเพราะๆ เก่าๆ ที่ดังๆ(ผมเดี๋ยวจะทำลิสต์เพลงพวกนี้ไว้ให้ไว้ให้)ของฝรั่งไว้ ในลิสต์เพลงโปรดของคุณ แทรกเข้าไปแค่ 10-20 % ก็พอ เรื่องนี้มีงานวิจัยโดยตรงเลยทีเดียว เขาระบุว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนให้คนใดคนหนึ่งที่ชอบเพลงแนวหนึ่ง หันไปฟังเพลงอีกแนวหนึ่งได้ทันที แต่ถ้าเราค่อยให้เขาฟังเพลงอีกแนว เป็นสัดส่วนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเพลงแนวเก่าที่เขาฟัง ไม่นาน เขาก็จะชอบเพลงแนวใหม่ไปเอง

3.วิธีดูหนัง
อ.วรภัทร์ ภู่เจริญเคยกล่าวไว้(บ่อย) ว่า “สุดยอดเรียน คือ ดูหนัง” ผมขอเพิ่มอีกหนึ่งเสียงว่าจริงครับ และผมจะบอกว่า การเปิด Subtitle ของคนไทยนั้นทำกันอย่างผิดๆ ทำให้เราไม่ได้เพิ่มพูนความรู้ทางภาษาเลย การเปิดSubtitle ปกติของคนไทยคือ เสียงอังกฤษ บรรยายไทย ใช่ไหมครับ? ถ้านั่นคุณดูเอาสนุก เอารู้เรื่อง เพื่อเพิ่มพูนความรู้เรื่องอื่น เช่นการวางกลยุทธ์ของหนัง หรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็เป็นสิ่งที่ถูกแล้วครับ แต่ถ้าเราอยากจะเก่งภาษาอังกฤษ เราต้องเริ่มจากเสียงไทย บรรยายอังกฤษครับ มันมีข้อดีก็คือ
1. เรารู้เรื่องแน่นอนว่า ประโยคที่กำลังพูดนั้น เขาพูดว่าอะไร
2.คำบรรยายภาษาอังกฤษทำให้ เรารู้ว่า ประโยคที่เราได้ยินนั้น ภาษาอังกฤษ เขาพูดว่าอย่างไร
กลับกันครับถ้าเราเปิด เสียงอังกฤษบรรยายไทย นอกจากยากที่จะฟังรู้เรื่องแล้ว เรายังต้องตามอ่านบรรยายไทย จนไม่ได้ดูหนัง และทำให้ไม่รู้เรื่องนั่นเอง ซึ่งเราก็จะไม่ได้อะไรจากหนังเรื่องนั้นเลย (แต่มันก็ดีถ้าคุณหัดอ่านเร็วอยู่) พอเราได้ยินคำไหนที่เราอยากรู้ว่าภาษา อังกฤษมันพูดกันว่าอย่างไร เราก็แค่อ่านข้างล่างครับ ไม่จำเป็นต้องรู้ศัพท์ทุกคำ แค่ลองอ่านดู ถ้าชอบก็จดหรือจำไว้ แรกๆเราก็จะไม่ชินหรอกครับ แต่รับรองว่าถ้าคุณทำแบบนี้ บวกกับข้ออื่นๆที่ผมบอก มันจะทำให้คุณเก่งภาษาอังกฤษได้แน่ๆ

4.อยากรู้หรอ? หาเป็นภาษาอังกฤษสิ!
ผม เรียนรู้เรื่องนี้ได้จากการเล่นเกมครับ เริ่มจากเมื่อสี่ปีก่อนตั้งแต่ผมได้เกรด 1.5 วิชาภาษาอังกฤษ(ม.4)อยู่ ผมเห็นเขาเล่นเกมที่เรียกว่า DotA กัน ซึ่งผมเองก็อยากเล่นบ้าง พอเข้าไปเล่นครั้งแรกก็แพ้เจ็บใจ แต่ธรรมชาติของคนเรามักจะไม่ยอมแพ้อยู่เรื่อยไปอยู่แล้ว ถ้าไม่เลิกเล่น ก็ต้องเล่นให้เก่ง ผมเลือกอย่างหลัง
ก็เลยหาอ่านทุกอย่างที่ เกี่ยวกับเกมนี้ พออ่านภาษาไทยหมดก็ยังไม่พอใจ ไปตามอ่านเว็บบอร์ดภาษาอังกฤษต่อ เกมนี้มีตัวละครให้เราเลือกราวๆ 60-70 ตัว(ช่วงนั้น) และฝรั่งมันก็เขียนวิธีเล่นแต่ละตัว(ซึ่งแตกต่างกันมาก) ไว้ตัวละราวๆ 4-5หน้ากระดาษ A4 แรกๆผมเข้าไปอ่านก็มึนๆไปเลยทีเดียว แต่เพราะผมอยากเล่นเกมนี้ให้เก่งมากๆ ผมก็เลยไล่อ่านจนหมด ยังไม่รวมกระทู้ต่างๆ รวมถึงเว็บอื่นๆที่เขียนเกี่ยวกับเกมๆนี้ และการหาความรู้เรื่องแก้ปริศนาและเรื่องคอมพิวเตอร์ พอลองนึกดูแล้วก็เหมือนอ่านนิยายภาษาอังกฤษไปหลายสิบเล่ม เทคนิคที่จะทำให้ คุณหาความรู้ได้เร็วขึ้นคือ อย่าเปิด Dictionary ทุกๆคำที่เราไม่เข้าใจครับ แต่ให้อ่านจนจบย่อหน้าก่อน ถ้าไม่เข้าใจจริงๆก็ค่อยเปิด และพยายามมุ่งความสนใจทีละเรื่อง เช่นคุณชอบเรื่องเกม คุณก็อ่านเรื่องเรื่องเกมให้หมดก่อน เพราะคำศัพท์ก็จะคล้ายๆกันหมด เช่น Imbalance Skill Leveling Picking Agility พอไปอ่านบทความอื่นที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องเดียวกัน คุณก็จะค่อยๆเห็นคำศัพท์นั้นบ่อยขึ้น และจำได้โดยธรรมชาติทั้งๆที่เปิดDictionaryแค่ครั้งเดียว

5. เล่นเกมซะ!! (ความคิดเห็นส่วนตัว)
ในที่นี้ไม่ได้หมายความ ว่าให้เล่นหัวปักหัวปำ ไม่สนใจอะไรนะครับ การเล่นในขนาดพอเหมาะจะทำให้คุณมีไหวพริบเฉียบขาด ตัดสินใจกระทันหันได้ดี รู้จักการวางแผน แก้สถานการณ์ การควบคุมตัวเอง และไม่ยอมแพ้ และยังทำให้คุณอ่านใจคนได้เก่งขึ้นด้วย (ในที่นี้หมายถึงเกม DotA หรือ HoN ) แถมยังทำให้คุณรู้หลายๆเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และเกมหลายๆเกมก็ทำให้เราเก่งเรื่องภาษาอังกฤษขึ้นมากมายก่ายกอง ผมขอเน้นเลยคือ DragonAge : Origin และ Mass effect ทั้งสองภาค (เกมของBioware ทั้งนั้น) ซึ่งมีเนื้อเรื่องชวนติดตาม ความลุ่มลึกของเกม ที่ทำให้คุณหาความรู้และพยายามแกะเนื้อเรื่องอยู่ไม่หยุด ผมจะบอกตรงนี้ว่า ถ้าคุณมีอคติกับเกม คุณก็พลาดสื่อการเรียนรู้ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในโลกไปเลยล่ะ (ถาม อ.วรภัทร์ ดูก็ได้) ทุกๆอย่างมีข้อดีทั้งหมดแหละครับ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเรียนรู้อะไรจากมัน
ทิปส์เพิ่มเติม
1. ถ้าใครเริ่มฟังเพลงภาษาอังกฤษบ่อยขึ้นจนชินหูแล้ว ให้เริ่มมองหาคำพื้นฐานต่างๆในเพลงครับ เช่นคำว่า I you  this when what who and every ซึ่งคำเหล่านี้มักจะเป็นคำขึ้นต้นประโยค และฟังได้ง่าย และค่อยๆมองหาส่วนประกอบของประโยค คือ ประธาน กิริยา กรรม และส่วนขยาย ความรู้จากการอ่านจะทำให้คุณรู้ความหมาย และแยกแยะได้
2. เมื่อดูหนังแบบ เสียงไทย บรรยายอังกฤษ จนคล่องแล้ว ให้เปลี่ยนเป็น เสียงอังกฤษ บรรยายอังกฤษ ซึ่งจะทำให้คุณเพิ่มพูนความรู้ด้านการฟังและการอ่านเขียนไปพร้อมๆกัน
3.มีเพื่อนฝรั่ง การมีเพื่อนฝรั่งจะทำให้คุณ อยาก พูดกับเขารู้เรื่อง จากนั้นมันจะทำให้คุณค่อยๆหาประโยคไปคุยกับเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คุณเก่งแกรมม่า และการพูดด้วย

วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เทคนิคเรียนภาษาอังกฤษ ไม่ได้อยากอย่างที่คิด


เริ่มที่ความกล้าเป็นอันดับแรกเลยค่ะ กล้าที่จะคิด กล้าที่จะพูด ลองผิดลองถูก โดยไม่ต้องอาย อย่าไปเกร็งว่า gramma จะถูกหรือเปล่า ใช้ tense นี้ได้ไหม เพราะในสถานการณ์จริง มันมีตัวช่วยอื่นๆ อยู่แล้ว ที่จะทำให้อีกฝ่ายสามารถเข้าใจได้ว่า อย่างน้อยเรากำลังพูดถึงเรื่องอะไร อย่างเช่น ถ้าจะบอกทิศทางอย่าง go straigth - ตรงไป turn left - เลี้ยวซ้าย turn right -เลี้ยว ขวา เราก็สามารถทำไม้ทำมือประกอบได้ ขออย่างเดียวเท่านั้น เจอฝรั่งถามทางแล้วอย่าเพิ่งวิ่งหนี หรือไปหลบหลังเพื่อน แต่ให้ลองพยายามพูดดูก่อนเท่านั้นเอง

 



ความกล้า

สังเกต ไหมว่า คนบางคนแม้ไม่ได้เรียนภาษาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็สามารถสื่อสารได้ เพราะอยู่ในสถานการณ์บังคับที่ทำให้เขาต้องกล้าพูด เช่น พ่อค้าแม่ค้าหรือมัคคุเทศก์

     เลียนสำเนียงที่ถูกต้อง

ตามระบบความเชื่อเดิมๆ ของการศึกษาบ้านเรามักจะคิด (เอาเอง)ว่า คนที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี ต้องเป็นคนที่เก่งไวยากรณ์ เราถึงเรียนแต่ gramma กันอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง โดยที่สื่อสารไม่ได้ซักที เจอฝรั่งที่ไหน ก็ได้แต่เอ้อ...อ้า...

แต่ 'ดิฉัน' เพิ่งได้ยินมากับหูจากครูสอนภาษาชาวต่างประเทศคนหนึ่งที่บอกว่า ปัญหาของเด็กไทย ไม่ได้อยู่ที่ gramma หรอก...เรื่องนี้น่ะ เราแม่นกว่าเด็กฝรั่งเสียอีก แต่ที่เขากับเราพูดกันไม่รู้เรื่อง เป็นเพราะสำเนียงต่างหาก

ทักษะ เหล่านี้ต้องอาศัยความกระหายที่จะเรียนรู้ค่ะ ไปเจอภาษาอังกฤษที่ไหนก็อยากจะอ่าน อยากจะฟัง ความรู้ในห้องเรียนอย่างเดียวไม่พอหรอกค่ะ เวลาดูหนัง ฟังเพลงฝรั่ง อย่าเอามันส์อย่างเดียว เรียนรู้อะไรบางอย่างให้ได้ด้วย ฝึกฟัง สังเกตแล้ว

ก็ เลียนแบบการออกเสียงจากเจ้าของภาษาไปด้วย (ข้อนี้คนที่ชอบฟังเพลงฝรั่งอาจจะได้เปรียบกว่าเพื่อนนะคะ หรือยิ่งถ้าชอบร้องด้วย ยิ่งดีใหญ่เลย)

อ.สาการียา แนะนำว่าในระดับชั้นประถม หลักเบื้องต้นง่ายๆ ก็คือฝึกแยกพยางค์ (syllable)ให้ได้ก่อน เช่น คำว่า Bangkok ต้องรู้ก่อนว่ามีกี่พยางค์ แบง-ค็อก ก็ 2 พยางค์ใช่ไหมคะ จากนั้นพยางค์แรก ใช้สระเสียงอะไร Bang หรือ แบงออกเสียงสระแอ ส่วนพยางค์ที่สอง cock ค็อค ก็เสียงสระออ เริ่มต้นที่การแยกพยางค์ จับเสียงสระ พยัญชนะให้ได้ เพื่อเป็นพื้นฐานไปประยุกต์ใช้กับคำอื่นๆ ต่อไป

     สะสมคลังคำ

การ รู้ศัพท์เยอะ ทำให้เราสามารถที่จะนำไปใช้ในประโยคได้กว้างขวางขึ้น แต่การท่องแบบเอาเป็นเอาตาย โดยไม่เคยได้ใช้จริงเลยน่ะ มันไม่สนุกแล้วก็ไม่สร้างความจำในระยะยาวด้วย แต่ถ้าเราตั้งต้นจากสถานการณ์ในชีวิตประจำวันว่า ในวันหนึ่งๆ เราจะต้องเจออะไร ต้องทำอะไรบ้าง

สมมติว่าต้องไปจ่ายตลาด (at the market) มันจะมีศัพท์อะไรที่เราต้องใช้ เช่น ผัก - vegetable, ผลไม้ - fruit, ซื้อ -buy, ขาย - sell,  ราคา - price นึกศัพท์เหล่านี้ออกมาแล้วอาจจะทำเป็น mind mapping จัดหมวดหมู่ให้มัน หรือถ้าใครชอบวาดรูป ก็อาจจะวาดภาพ แล้วใช้วิธีแตกศัพท์จากสิ่งที่ประกอบอยู่ในรูปนั้น

  พูดเฉยๆ ไม่เข้าใจ ลองทำดูเลยดีกว่าค่ะ

(วาดรูปประกอบเป็นมะนาว) lemon/lime - มะนาว,  sour - เปรี้ยว,  small - เล็ก

เห็นไหมคะ แค่ภาพๆ เดียว เราก็ได้เรียนรู้คำศัพท์ตั้งมากมาย  หรือก็อาจจะเพิ่มว่า juicy - ชุ่มฉ่ำ,  round - กลม,  smooth - ผิวเกลี้ยง ก็แล้วแต่ใครจะคิดอะไรได้ เดา ไม่มีใครรู้คำศัพท์ทุกคำในโลกหรอกค่ะ ถ้าไม่รู้ ลองใช้การเดาเอาจากบริบทบ้างก็ได้ ถ้าไม่ได้จริงๆ ถึงจะมาใช้ dictionary เพื่อค้นหาความหมาย  เช่น  He is blind so he cannot see anything at all.

ถึงแม้เราจะแปลคำว่า blind ไม่ออก แต่ก็อาจจะเดาจากบริบทรอบๆ ได้ คือ he cannot see anything at all หมายความว่าเขาไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย คนที่มองไม่เห็นอะไรเลย ก็น่าจะแปลว่า ตาบอด ใช่ไหมล่ะคะ

วิธีนี้จะกลับกันจากการเรียนรู้ในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งเรามักจะพุ่งไปเปิดหาความหมายที่ dictionary เป็นอันดับแรก ซึ่งถึงจะรู้เดี๋ยวนั้น แต่ถ้าไม่ได้ใช้นานๆ ก็ลืมค่ะ แต่ถ้าเป็นการค้นพบและเรียนรู้ศัพท์จากของจริง สถานการณ์จริงจะมีตัวช่วยหลายๆ อย่างทั้งบรรยากาศ สถานที่ อารมณ์ ที่ทำให้เราจำแม่นกว่า
 


     ฝึกสนทนาพื้นฐาน

คำศัพท์เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของการสื่อสารเท่านั้น สิ่งสำคัญก็คือการต่อยอดไปใน การสนทนา (conversation) ซึ่งจะมีเรื่องของ การเน้นเสียง (stress) และใช้เสียงสูงต่ำ (intonation) เช่น Where are you going ? How are you today ?

แหะ...แหะ ไม่สามารถเขียนให้มีน้ำเสียงได้ค่ะ ดูตัวอย่างเอาจากหนังฝรั่งก็แล้วกัน ดูว่าตัวละครต่างๆ ในเรื่องเขาพูดกันอย่างไร ใช้น้ำเสียงแบบไหน แล้วลองเลียนแบบ หัดพูดกับตัวเองก็ได้ หรือถ้าได้หัดพูดกับคนอื่นๆ ก็ยิ่งดีใหญ่

และประโยคพื้นฐานอย่างเช่น Thank you - ขอบคุณ,  Sorry - ขอโทษ,  Excuse me - โทษทีนะคะ อะไรแบบเนี้ยก็เป็นสิ่งที่ใช้ประจำในวัฒนธรรมทางสังคม ก็จงฝึกใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ให้เคยชิน (แต่ประโยคที่ 'คิดซี' ใช้บ่อยที่สุดคือ "Pardon me" ค่ะ แปลง่ายๆ ว่า "อะไรนะ (พูดอีกทีซิ)"  ใช้เรื่อยเลย เวลาฟังเขาพูดไม่ออกน่ะค่ะ)

   
แม่นไวยากรณ์ตอนเขียน...ก็พอ 

ข้อ นี้น่ะ มาทีหลังสุดเลยค่ะ เพราะหลักไวยากรณ์จริงๆ จะไปใช้ในเรื่องของการเขียนเป็นหลัก แต่ถ้าแค่พูดกับฟังน่ะ อย่าไปกังวลกับมันมาก เพราะจะทำให้กลัวและสับสนเปล่าๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เวลาไปซื้อของที่ไหน ถามคำเดียวว่า How much? (เท่าไร) ก็ซื้อของได้แล้ว หรือถ้าเราเป็นคนขาย มีฝรั่งมาถามแบบนี้ แล้วเราตอบว่า Twenty baht (20 บาท) ก็โอ.เค. หรือถ้าพูดต่อได้อีกสักหน่อยว่า

What colour do you like? (คุณชอบสีไหนคะ)

"Which one?" (อันไหนคะ) ก็ยิ่งดีใหญ่เลยค่ะ
เห็น ไหมคะว่า ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว (เลียนเสียงคุณแอนดรูว์ บิ๊กส์) เพราะถ้าไม่กลัวผิดซะอย่าง ผิดแล้วแก้ เอาใหม่ได้ ไม่ตายซะหน่อย นึกเข้าข้างตัวเองนิดๆ ว่า ทีฝรั่งพูดไทยไม่ชัด เรายังไม่เห็นว่าอะไรเลย ออกจะนึกเอ็นดูด้วยซ้ำ ถ้าเราจะทำอะไรเซ่อซ่าไปบ้าง ก็คงน่าเอ็นดูเหมือนกันล่ะน่า...


                       
หัวใจของการเรียนรู้ทุกอย่างก็เท่านี้ล่ะค่ะ